10 ต้นไม้ฟอกอากาศ ที่ควรมีติดบ้าน!

0
665

10 ต้นไม้ฟอกอากาศ

10 ต้นไม้ฟอกอากาศ 2021 ดูแลง่าย เลี้ยงในบ้าน ห้องนอน ทนแดด ช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ มีประโยชน์พร้อมเพิ่มความเท่

10 ต้นไม้ฟอกอากาศ ที่ควรมีติดบ้าน! ประเทศไทยมีมลพิษทางอากาศเพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อสุขภาพทางร่างกายและจิตใจของผู้คนในประเทศได้ โดยสาเหตุก็มาจากหลายอย่าง เช่น เขม่าควันจากโรงงานอุตสาหกรรมและยานพาหนะ เป็นตัวการที่ทำให้มีมลพิษทางอากาศเพิ่มมากขึ้นตลอดทุกปี และเราก็ควรต้องหาวิธีการแก้ปัญหาเหล่านี้ก่อนที่สุขภาพจะแย่ลงเรื่อยๆ

โดยการแก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ อย่างการนำต้นไม้ฟอกอากาศมาปลูกไว้ภายในบ้านก็ย่อมเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก และก็ยังเป็นกิจกรรมยอดนิยมที่ผู้คนเริ่มหันมาสนใจกันมากขึ้นอีกด้วย ดังนั้นมาดูกันดีกว่าว่าต้นไม้ชนิดไหนที่ฟอกอากาศได้บ้าง แล้ววิธีการปลูก เลี้ยงดูแลง่ายกว่าที่หลายๆ ท่านคิดแน่นอน

1.ต้นเดหลี

ต้นเดหลี

ต้นเดหลี หรือ Peace Lily ( ชื่อทางวิทยาศาสตร์ ; Spathiphyllum Species / อยู่ในวงศ์ ARACEAE )
ต้นเดหลีเป็นไม้พุ่มเตี้ยที่มีความสูงประมาณ 30-60 เซนติเมตร มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศในแถบทวีอเมริกาใต้ ผู้คนส่วนมากนิยมปลูกต้นดาหลีไว้เป็นไม้ดอกไม้ประดับภายในอาคาร

เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่ระบายความชื้นได้สูง และสามารถดูดสารพิษและกำจัดสารพิษภายในอาคารได้ เช่น เบนซิน ฟอร์มาลดีไฮด์ ไตรคลอโรเอทิลีน แอมโมเนีย ไซลีน โทลูอีน และสารมลพิษอื่นๆ โดยตามธรรมชาติต้นดาหลีจะขึ้นอยู่ตามลำธารที่มีร่มเงาในป่าฝนเขตร้อน แต่ต้นดาหลีก็สามารถปรับตัวได้ดีหากนำมาปลูกภายในอาคาร และถือเป็นต้นไม้ที่สามารถออกดอกได้แม้จะมีความชื้นต่ำและได้รับสงจากหลอกไฟเพียงเท่านั้น

วิธีการปลูกดูแลต้นเดหลี

  • แสงแดด: แสงอ่อนๆแบบรำไร หรือในอุณหภูมิประมาณ 18-24 องศาเซลเซียส
  • น้ำ: รดน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ดินมีความชุ่มชื้นตลอดเวลา และเมื่อมีอากาศร้อนมากควรรดน้ำมากขึ้น
  • ดิน: ดินร่วนซุย และควรมีความชื้นสูง
  • ปุ๋ย: เน้นในการใส่ปุ๋ยคอกเป็นหลัก โดยใส่ 2-3 เดือน/ครั้ง และปริมาณที่ควรใส่คือ 1-2 กำมือ

2.ต้นลิ้นมังกร

ต้นลิ้นมังกร

ต้นลิ้นมังกร หรือ Snake plant ( ชื่อทางวิทยาศาสตร์ ; Sansevieria laurentii / อยู่ในวงศ์ ARACEAE )
ต้นลิ้นมังกรเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่มีหลากหลายสายพันธุ์ มีลักษณะเด่นตรงใบที่เรียวยาวเหมือนหอก มีทั้งชนิดสั้นและยาว ปลายใบมีทั้งแบบปลายใบไม่มีหนาม ปลายใบมีหนาม และปลายใบมน

นิยมขายพันธุ์ด้วยการแยกกอและตัดชำใบ สามารถปลูกได้ทั้งในและนอกอาคาร คุณสมบัติในการดูดสารพิษของลิ้นมังกรไม่มีมากนัก แต่มีคุณสมบัติในการคายออกซิเจนออกมาตอนกลางคืนและดูดคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป จึงเหมาะที่จะปลูกไว้ในห้องนอน

วิธีการปลูกดูแลต้นลิ้นมังกร

  • แสงแดด: แสงอ่อนๆแบบรำไร อากาศต้องถ่ายเทดี และถ้าหากปลูกภายในห้องที่ไม่มีแสงแดดส่องถึงควรนำออกไปตากแดดข้างนอก 1 ครั้ง/สัปดาห์ หากปลูกในที่แจ้งสามารถรับแสงแดดโดยตรงได้เลย
  • น้ำ: รดน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ดินมีความชุ่มชื้นตลอดเวลา และไม่ควรรดน้ำจนแฉะเกินไปเพราะอาจจะทำให้รากเน่าได้
  • ดิน: ดินร่วนซุย ดินโปร่ง อากาศถ่ายเทได้ง่าย
  • ปุ๋ย: ใส่ปุ๋ยคอก 1 ครั้ง/2-3 เดือน เพราะต้นลิ้นมังกรไม่ต้องการสารอาหารมาก

3.ต้นเฟิร์นบอสตัน

ต้นเฟิร์นบอสตัน

ต้นเฟิร์นบอสตัน หรือ Boston Fern ( ชื่อทางวิทยาศาสตร์ ; Nephrolepis exaltata / อยู่ในวงศ์ POLYPODIACAE ) ต้นเฟิร์นบอสตันถือเป็นต้นไม้ที่อยู่คู่โลกเรามานานแสนนาน และยังเป็นไม้ประดับยอดนิยมอย่างมากอีกด้วย สามารถปลูกได้ทั้งในอาคารและนอกอาคาร

เฟิร์นบอสตันมีลักษณะก้านใบแข็งโค้งตัวออกและทิ้งตัวลงเมื่อมีอายุมากขึ้น เฟิร์นบอสตันเป็นไม้ประดับที่ช่วยทำความสะอาดให้แก่อากาศภายในได้ดี สามารถดูดสารพิษได้มาก โดยเฉพาะสารจำพวกฟอร์มาดีไฮด์ ไซลีน โทลูอีน เชื้อโรคในอากาศ เชื้อรา และแบคทีเรีย

วิธีการปลูกดูแลเฟิร์นบอสตัน

  • แสงแดด: แสงแดดอ่อนๆ กึ่งแดด หรืออุณหภูมิประมาณ 18-24 องศาเซลเซียส
  • น้ำ: รดน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพราะเฟิร์นบอสตันเป็นไม้ประดับที่ต้องการน้ำมาก ควรระวังไม่ให้ดินแห้ง
  • ดิน: ดินร่วนซุย เศษอิฐหักใบไม้ผุ
  • ปุ๋ย: ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ในอัตราส่วนเท่าๆกัน

4.ต้นแก้วกาญจนา

ต้นแก้วกาญจนา

ต้นแก้วกาญจนา หรือ Aglaonema ( ชื่อทางวิทยาศาสตร์ ; Aglaonema commutatum / อยู่ในวงศ์ ARACEAE ) ต้นแก้วกาญจนาเป็นไม้ประดับที่มีความโดดเด่นอย่างมากในส่วนของใบที่มีสีสันฉูดฉาดสวยงาม สามารถวางประดับได้ทั้งในอาคารและนอกอาคาร ยังเป็นพืชที่ช่วยกำจัดเบนซีนและฟอร์มาลดีไฮด์ รวมถึงสร้างออกซิเจนในปริมาณมากด้วย นิยมในการนำมาประดับตกแต่งบ้านเพื่อสิริมงคลและนำไปประดับตกแต่งในงานต่างๆ

วิธีการปลูกดูแลต้นแก้วกาญจนา

  • แสงแดด: แสงอ่อนๆแบบรำไร อากาศต้องถ่ายเทดี
  • น้ำ: แก้วกาญจนาต้องการนำในปริมาณไม่มากและไม่น้อยเกินไป ดังนั้นควรรดน้ำ 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ หรือไม่ก็ควรเช็คว่าดินที่ใช้ปลูกแห้งหรือไม่
  • ดิน: ดินร่วนซุย ดินโปร่ง อากาศถ่ายเทได้ง่าย และระบายน้ำได้ดี
  • ปุ๋ย: ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก

5.ต้นไทรใบสัก

ไทรใบสัก
ไทรใบสัก ดียังไง

ต้นไทรใบสัก หรือ Fiddle Fig ( ชื่อทางวิทยาศาสตร์ ; Ficus Lyrata / อยู่ในวงศ์ FICUS )
ต้นไทรใบสักเป็นต้นไม้ฟอกอากาศในตระกูลไทร อาศัยอยู่ในพื้นที่เขตร้อน ลักษณะเด่นของ ไทรใบสัก นั่นก็คือ ใบและลำต้นที่สูงใหญ่โดยมีใบขนาดใหญ่โอบล้อมไว้ ไทรใบสักนั้นชื่นชอบแสงแดด แต่ก็สามารถที่จะปลูกในตัวอาคารหรือบริเวณที่มีแสงรำไรได้ ไม่ต้องการน้ำมาก ดูแลง่าย และอีกอย่างยังเป็นที่นิยมอย่างมากในการตกแต่งอาคารทั้งภายในและภายนอก

วิธีการปลูกดูแลต้นไทรใบสัก

  • แสงแดด: ควรปลูกในที่ที่แสงแดดส่องถึงเป็นปกติ หาปลูกภายนอกอาคารไม่ควรปลูกในบริเวณที่มีแสงแดดจ้า
  • น้ำ: ควรลดน้ำอย่างน้อย 3-4 วันครั้ง หรือเช็คว่าดินแห้งแล้วค่อยให้น้ำ หากปลูกบริเวณที่ชื้นมาก ไม่ค่อยมีการระเหย ควรเว้นการให้น้ำ 1 สัปดาห์
  • ดิน: ควรใช้ดินร่วน ดินโปร่ง น้ำไม่ขัง และไม่ควรใช้ดินที่มีความหนาแน่นมาก
  • ปุ๋ย: ใส่ปุ๋ยละลายช้า 1 ครั้ง/สัปดาห์

ต้นไม้สวยงาม จัดสวนได้ ประดับร้าน คาเฟ่ก็โดน แถมยังเป็นไม้มงคลเสริมฮวงจุ้ย

6.ต้นจั๋ง

ต้นจั๋ง

ต้นจั๋ง หรือ Broad Lady Palm ( ชื่อทางวิทยาศาสตร์ ; Chamaedorea seifrizii / อยู่ในวงศ์ PALMAE )
ต้นจั๋งมีความโดเด่นในส่วนของใบที่มีความสวยงามแปลกตา มีลักษณะคล้ายพัด มีความทนทานต่อสภาพอากาศได้ดีอีกด้วย ช่วยดูดซับและกำจัดเบนซิน ฟอร์มาลดีไฮด์ ไตรคลอโรเอทิลีน ไซลีน และโทลูอีน ในอากาศ ช่วยลดระดับแอมโมเนียที่พบได้ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหลายประเภท สามารถดูดหรือสะสมธาตุและเกลือแร่ไว้ที่ส่วนของปลายใบ

วิธีการปลูกดูแลต้นจั๋ง

  • แสงแดด: แสงอ่อนๆหรือกึ่งแดด ควรอยู่ในอุณหภูมิประมาณ 18-24 องศาเซลเซียส
  • น้ำ: ต้องการนำในปริมาณไม่มากและไม่น้อยเกินไป ดังนั้นควรรดน้ำ 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ หรือไม่ก็ควรเช็คว่าดินที่ใช้ปลูกแห้งหรือไม่
  • ดิน: ดินร่วนซุย ดินโปร่ง อากาศถ่ายเทได้ง่าย
  • ปุ๋ย: ใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือเศษใบไม้ใบหญ้าที่ผุแล้ว เปลือกถั่ว เดือนละ 1 ครั้ง

7.ต้นพลูด่าง

ต้นพลูด่าง

ต้นพลูด่าง หรือ Money Plant ( ชื่อทางวิทยาศาสตร์ ; Scindapsus aureus / อยู่ในวงศ์ ARACEAE )
ต้นพลูด่างเป็นพรรณไม้เลื้อยเขตร้อน ลำต้นอ่อน ใบมีลักษณะเป็นรูปหัวใจ จะเลื้อยขึ้นในแนวดิ่งหรือปลูกให้เลื้อยตามผนังได้ นิยมเลี้ยงเป็นไม้ประดับ

และที่สำคัญสามารถกำจัดสารเบนซีน ฟอร์มาลดีไฮด์ ไซลีน และโทลูอีนที่อยู่ในอากาศได้ ปลูกง่ายตายยาก ข้อควรระวังคือใบเป็นพิษต่อเด็กเล็ก ดังนั้นไม่ควรปลูกบริเวณที่ใกล้ๆกับเด็กๆ แต่ต้นพลูด่างก็เหมาะกับการปลูกในอาคารและที่อยู่อาศัย ตกแต่งวางประดับในห้องเพื่อความสวยงาม

วิธีการปลูกดูแลต้นพลูด่าง

  • แสงแดด: ต้นพลูด่างชื่นชอบแสงแดด ควรปลูกในบริเวณที่มีแสงแดดส่องถึงหรือสามารถปลูกกลางแจ้งก็ได้
  • น้ำ: ต้องการนำในปริมาณไม่มากและไม่น้อยเกินไป ดังนั้นควรรดน้ำ 2-3 วัน/1 ครั้ง
  • ดิน: ดินร่วนซุย ดินโปร่ง อากาศถ่ายเทได้ง่าย สามารถปลูกในขวดน้ำได้
  • ปุ๋ย: ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเป็นบางครั้ง เพราะเป็นพรรณไม้ที่ไม่ต้องการแร่ธาตุมาก

8.ต้นมอนสเตอร่า

มอนสเตอร่า
มอนสเตอร่า น่าเลี้ยงยังไง

ต้นมอนสเตอร่า หรือ Monstera ( ชื่อทางวิทยาศาสตร์ ; Monstera deliciosa Liebm / อยู่ในวงศ์ ARACEAE ) ต้นมอนสเตอร่าถือเป็นต้นไม้ฟอกอากาศที่เป็นที่นิยมอย่างมาก ลักษณะใบสวยงามเป็นเอกลักษณ์ ผิวใบที่มีขนาดใหญ่และชุ่มชื้น สามารถดักจับฝุ่นละอองที่ลอยอยู่ในอากาศได้

และยังดูดสารพิษจำพวกแอมโมเนีย แอลกอฮอล์ และฟอร์มาลดีไฮด์ มอนสเตอร่าถือว่าเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจอย่างมากในการปลูกประดับภายในอาคารและยังสามารถปลูกภายนอกอาคารได้อีกด้วย แต่มอนสเตอร่าก็เป็นต้นไม้ฟอกอากาศที่เป็นที่นิยมและมีราคาที่สูงมากอีกด้วย อาจด้วยเพราะลักษณะของใบที่มีความด่างแตกต่างกัน และยิ่งมีความด่างมากราคาก็จะพุ่งสูงขึ้นมากอีกด้วย

วิธีการปลูกดูแลต้นมอนสเตอร่า

  • แสงแดด: มอนสเตอร่าต้องการแสงค่อนข้างมาก ดังนั้นสามารถปลูกในที่โล่งแจ้งได้ แต่ถ้าหากปลูกภายในอาคารควรปลูกในบริเวณที่มีแสงแดดส่องพอ
  • น้ำ: รดน้ำประมาณ 2-3 วัน/ครั้ง หรือสามารถให้น้ำจากการเช็คสภาพดิน ถ้าหากดินแห้งก็ควรรดน้ำ แต่ไม่ควรรดจนแฉะเกินไป
  • ดิน: ดินที่มีความร่วน ดินโปร่ง ไม่ควรใช้ดินที่มีความแน่นมาก
  • ปุ๋ย: ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในปริมาณ 1-2 ช้อนชา

9.ต้นเศรษฐีเรือนใน

ต้นเศรษฐีเรือนใน

ต้นเศรษฐีเรือนใน หรือ Spider plant ( ชื่อทางวิทยาศาสตร์ ; Chlorophytum comosum / อยู่ในวงศ์ LILIACEAE ) ต้นเศรษฐีเรือนในจัดเป็นว่านยอดนิยมที่ผู้คนปลูกเพื่อเสริมสิริมงคล และชื่อของต้นเศรษฐีเรือนในก็มีที่มาจาก ลักษณะเด่นของแถบสีเหลืองอ่อนตรงกลางที่มีความหมายว่า มั่งมี ศรีสุข

และต้นเศรษฐีเรือนในยังจัดเป็นพืชล้มลุกที่มีความสูงประมาณ 30-50 เซนติเมตร ลำต้นสามารถแตกเหง้าหรือต้นใหม่จำนวนมาก และที่สำคัญคือสามารถกำจัดสาร VOC หรือสารอินทรีย์ระเหยง่าย คาร์บอนมอนอกไซด์และไซลีน เหมาะกับการปลูกประดับภายในอาคารและภายนอกอาคารตามความเหมาะสม

วิธีการปลูกดูแลต้นเศรษฐีเรือนใน

แสงแดด: ต้นเศรษฐีเรือนในต้องการแสงแดดปานกลาง สามารถปลูกในที่แจ้งและภายในอาคารที่มีแสงแดดส่องถึง หรือปลูกในอุณหภูมิ 15-30 องศาเซลเซียส
น้ำ: รดน้ำประมาณ 2-3 วัน/1 ครั้ง หรือรดในตอนที่สภาพดินมีความแห้ง
ดิน: ดินร่วนซุย ดินโปร่ง อากาศถ่ายเทได้ง่าย
ปุ๋ย: ใส่ปุ๋ยคอก 1 ครั้ง/2-3 เดือน

10.ต้นยางอินเดีย

ต้นยางอินเดีย

ต้นยางอินเดีย หรือ Rubber Plant ( ชื่อทางวิทยาศาสตร์ ; Ficus elastica / อยู่ในวงศ์ MORACEAE )
ต้นยางอินเดียในลักษณะโดยทั่วไปเป็นต้นไม้ใหญ่ ที่มีความสูงประมาณ 1-2 เมตร และความสวยงามของต้นยางอินเดียคือลำต้นเป็นสีน้ำตาลเข้ม มีหูใบสีชมพูแดงห่อหุ้มยอดอ่อนไว้ ก้านใบมีสีแดงสวยงาม และทุกส่วนยังมีน้ำยางสีขาวอยู่ด้วย ด้วยความที่ใบมีขนาดใหญ่จึงมีประสิทธิภาพในการดูดซับและกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์ สารเคมี แบคทีเรีย สปอร์ของเชื้อราในอากาศ และดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์

วิธีการปลูกดูแลต้นยางอินเดีย

  • แสงแดด: สามารถปลูกในอุณหภูมิ 12-30 องศาเซลเซียส จะทำให้ต้นยางอินเดียเติบโตได้ดี
  • น้ำ: รดน้ำประมาณ 2-3 วัน/ 1 ครั้ง
  • ดิน: ดินร่วนซุย ดินโปร่ง อากาศถ่ายเทได้ง่าย หรือควรปลูกในบริเวณที่มีพื้นที่เพื่อการเจริญเติบโตได้ดีขึ้นของต้นยางอินเดีย
  • ปุ๋ย: ใส่ปุ๋ยคอก 1 ครั้ง/2-3 เดือน

ต้นไม้ฟอกอากาศช่วยทำให้มลภาวะทางอากาศลดลงอย่างมาก ทั้งมีความสวยงาม สามารถนำมาประดับตกแต่งบ้านหรือห้องของเราให้ดูน่าอยู่มากยิ่งขึ้นแล้ว ก็ยังช่วยในเรื่องของอากาศภายในบ้านให้ดีขึ้นอีกด้วย เพราะการที่อยู่อาศัยที่มีอากาศบริสุทธิ์เป็นเรื่องสำคัญ

ถ้าหากเราอยู่ในบ้านที่มีแต่มลภาวะ สารพิษหรือฝุ่นละอองมากมายก็จะทำให้สุขภาพร่างกายของเราแย่ได้เหมือนกัน และนั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้มีผลเสียมากมายตามมา ดังนั้นหันมาปลูกต้นไม้ฟอกอากาศเพื่อขจัดมลภาวะทางอากาศเพื่อให้บ้านของเราน่าอยู่มากขึ้น

ติดตามบทความใหม่ๆ…. ความสุข

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here